วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ลีลาวดี

ลีลาวดี


   ลีลาวดี หรือ ลั่นทม  (Frangipani, Plumeria, Templetree) เป็นไม้ดอกยืนต้นในสกุล Plumeria มีหลายชนิดด้วยกัน เมื่อก่อนบางคนมีความเชื่อว่า ไม่ควรปลูกต้นลั่นทมในบ้าน เนื่องจากมีชื่อเป็นอัปมงคล คือไปพ้องกับคำว่า 'ระทม' ซึ่งแปลว่า เศร้าโศก ทุกข์ใจ แต่ปัจจุบันนิยมเรียกชื่อใหม่ ว่า ลีลาวดี และนิยมปลูกกันแพร่หลายอย่างมาก ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ ได้แก่ จำปา, จำปาลาว และจำปาขอม เป็นต้น 
          ลีลาวดี เป็นไม้ที่นำมาจากเขมร ทางภาคใต้ เรียกชื่อว่า "ต้นขอม" "ดอกอม"  เล่ากันว่า ไม้นี้นำเข้ามาปลูกในไทย เมื่อคราวไปตีนครธม ได้ชัยชนะ นำต้นไม้นี้เข้ามาปลูก และเรียกชื่อเป็นที่ระลึกว่า "ลั่นธม" "ลั่น" แปลว่ ตี เช่น ลั่นฆ้อง ลั่นกลอง "ธม" หมายถึง "นครธม" ภายหลัง "ลั่นธม" เพี้ยนเป็น "ลั่นทม"
          ลีลาวดี เป็นพืชนิยมปลูกเพราะดอกมีสีสันหลากหลาย สวยงาม ได้แก่ขาว เหลืองอ่อน แดง ชมพู ฯลฯ บางดอกมีมากกว่า 1 สี
 ลีลาวดี เป็นไม้ประดับที่มีผู้สนใจปลูกกันอย่างมากในช่วงระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากติดใจในความงามของทรงต้น ใบ และดอกที่มีหลากสีสัน โดยเมื่อนำมาปรับปรุงพันธุ์แล้วจะได้สีที่แปลกใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งดอกยังมีกลิ่นหอม อีกประการหนึ่งคือลีลาวดีเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก อีกทั้งมีคุณสมบัติใช้เป็นสมุนไพร 
ในอดีตไม้ชนิดนี้จะไม่นิยมปลูกในบ้านเรือนเลย เพราะเนื่องจากความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับความหมายของชื่อเดิมคือ “ลั่นทม” ทำให้ลั่นทมมีปลูกไว้เฉพาะในวัด และตามโบราณสถานต่าง ๆ ในช่วงระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมาหลังจากเป็นที่รู้จักและคุ้นหูในนามของ “ลีลาวดี” เพียงเท่านี้ต้นลีลาวดีก็เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก โดยเฉพาะในการจัดภูมิทัศน์และจัดสวนทั้งสวนในบ้าน  บริเวณตึก อาคาร รีสอร์ท สถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่ต่าง ๆ  นอกจากนี้ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ความต้องการลีลาวดีขยายตัวคือ การขยายตัวของธุรกิจสปา ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ว่าในสถานประกอบการ สปานั้นนิยมนำดอกลีลาวดีมาเป็นไม้ประดับ เนื่องจากความสวยงามของรูปทรง สีสันและกลิ่นหอมเย็น
          ด้วยราคาที่สูงอย่างต่อเนื่องของลีลาวดี ทำให้มีเกษตรกรจำนวนมากหันมาปลูกลีลาวดีเพื่อการค้ากันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เนื่องจากลีลาวดีต้นใหญ่นั้นหาได้ยากขึ้น ซึ่งเกษตรกรที่มีต้นลีลาวดีทั้งต้นใหญ่ กิ่งชำ และเมล็ด ก็จะมีลูกค้าไปติดต่อขอซื้อกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้แก่เกษตรกร  
ในสมัยก่อน มีต้นลั่นทมเพียง 2 สายพันธุ์คือ
          1. ลั่นทมขาว   อย่างที่เห็นกันตามวัดวาอาราม  ลั่นทมขาวจะชอบแดด มีความสูงตั้งแต่ 3 - 7 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านดูอวบ มีสีน้ำตาลปนเทา เป็นใบเดี่ยวรูปคล้ายหอก ยาว 20 - 30 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อใหญ่ที่ปลายกิ่ง ดอกมีสีขาวรูปกรวย มีกลีบดอก 5 กลีบ จะมีกลิ่นหอมมาก มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศเม็กซิโก
          2. ลั่นทมแดง ทุกอย่างจะเหมือนลั่นทมขาว ยกเว้นใบ ที่บางครั้ง จะออกสีเขียวเข้ม ดอกมีสีแดงทั้งดอก ก้านออกเป็นสีม่วงแดง ดอกมีกลิ่นหอม ทั้งสองชนิดมีอายุยืน ตั้งแต่ 50 ถึง 100 กว่าปี


พุดชมพู

พุดชมพู


ชื่ออื่นๆ :ตึ่งตาใส (ภาคเหนือ)  อุณากรรณ  เข็มอุณากรรณ
ชื่อสามัญ :
ชื่อวิทยาศาสตร์ :Kopsia fruticosa A. DC.
วงศ์ :Apocynaceae
ถิ่นกำเนิด :จีน พม่า มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในไทยพบในป่าดิบหรือป่าที่กำลังคืนสภาพบนภูเขาหินปูนที่ระดับความสูง 500 ม.
ลักษณะทั่วไป :ไม้พุ่มขนาดเล็ก ไม่มีทรงพุ่มที่แน่นอน
ฤดูการออกดอก :ฤดูฝน (พ.ค. - ก.ย.)
เวลาที่ดอกหอม :อยู่ในระหว่างการเก็บข้อมูล
การขยายพันธุ์ :
อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูล แต่จากการค้นคว้าข้อมูลพบว่า มีการติดเมล็ด สันนิฐานว่าน่าจะขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดได้ง่าย
ข้อดีของพันธุ์ไม้ :
ปลูกได้ดีในดินเกือบทุกชนิด
นิยมปลูกเพื่อให้ร่มเงา ดอกสวยงาม
อดทนต่อสภาพแวดล้อม

พวงคราม

พวงคราม



ชื่อวิทยาศาสตร์ : Petrea Volubilis. Linn.
ชื่อสามัญ : Purple Wreath, Queen's Wreath, Sandpaper Vine, Bluebird Vine
Synonyms : Petrea arborea, Petrea racemosa, Petrea mexicana, Petrea erecta
วงศ์ : VERBENACEAE
          ต้นช่อม่วงพวงคราม หรือที่เรียกกันแพร่หลายว่า "พวงคราม" เป็นไม้เลื้อยชอบแดด ที่เจริญเติบโตค่อนข้างเร็ว มีเถาใหญ่แข็งแรง เนื้อแข็ง ลำต้นและกิ่งก้านก็ค่อนข้างแข็ง เถาอ่อนมีขนแต่เมื่อเถาแก่ขนก็จะหายไปเปลือกของต้นหรือเถาเป็นสีขาวหรือสีน้ำตาลอ่อนเถา พวงครามสามารถเลื้อยไปได้ไกลมากกว่า 20 ฟุต เมื่อโตแล้วมีลักษณะเป็นพุ่มใหญ่ สามารถนำไปปลูกเพื่อคลุมรั้ว คลุมศาลากลางแจ้ง ทำซุ้มประตูทางเข้า พันเสา หรือแม้แต่พันต้นไม้ใหญ่ เวลาออกดอกสะพรั่งแล้วงดงามมาก ดอกออกตามยอดเป็นช่อยาวเต็มพุ่มในฤดูหนาว แต่ดอกไม่มีกลิ่นหอม


พุดพิชญา


พุดพิชญา


ลักษณะทั้วไป

ต้นพุดพิชญา เป็นต้นไม้ใหม่นำเข้าจากประเทศศรีลังกา มีชื่อทองถิ่นว่า "อิดด้า" (Inda) มีความหมายว่าดอก
ไม้สีขาวบริสุทธิ์ ประเทศศรีลังกาเป็นเมืองพุทธศาสนา สีขาวเป็นสีที่สัมพันธ์กับศาสนาพุทธ จึงเป็นดอกไม้บูชา
พระพุทธรูป โดยเฉพาะสักการะพระเขี้ยวแก้ว โดยจัดดอกไม้ใส่กรวยใบตองหรือจัดใส่พาน ต้นพุดพิชญาเข้า
ประเทศไทยครั้งแรกเมื่อสีบปีมาแล้ว ผู้นำเข้าคือ คุณปราณี คงพิชญานนท์ เธอชอบความงามบริสุทธิ์ ความที่
ลักษณะของดอกสีขาวเหมือนกลุ่มดอกพุดในบ้านเรา เธอจึงนำชื่อดอกพุดมาสมาสเข้ากับวลีนามสกุล ออกมาเป็น
ชื่อใหม่ว่า "พุดพิชญา"
พุดพิชญาเป็นไม้ชนิดทั้งต้นเตี้ย ต้นสูง และต้นใหญ่ ให้ดอกเต็มกิ่งเป็นช่อดอก ช่อละ 5 - 10 ดอก ดอกบานทน
ตั้งแต่แรกแย้มไปจนสู่บานเต็มที่ ใช้เวลา 4 - 5 วัน ดอกตูมในช่อดอกอื่นๆก็ค่อยทยอยโต และทยอยกันบาน
ไปเรื่อยๆ จึงทำให้ดอกติดต้นตลอดเวลา ลักษณะดอกเป็นกลีบแยก 5 กลีบ เกสรตรงกลางสีเหลืองมีฝอยเกสรสี
ขาวล้อมรอบ เมื่อดอกบานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว ก้านดอกยาวประมาณ 1 นิ้วสีขาวกระจ่างของ
ดอกพุดพิชญาคือเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร สีขาวที่ไม่เจือปน จึงดูขาวโดดเด่น ในยามค่ำคืนสีดอกพุดพิชญาดูเหมือน
จะเรืองแสง จึงเห็นกระจ่างในความมืด ซึ่งเป็นลักษระพิเศษของดอกไม้นี้ ใบรูปไข่ หน้าใบ สีเขียวเข็ม หลังใบ
สีเขียวอ่อน ใบไม่ร่วงหรือเรียกว่าไม่ผลัดใบ


มอร์นิ่งเกลอรี่

มอร์นิ่งเกลอรี่


ชื่อวิทยาศาสตร์ Ipomoea purpurea (Eye-poh-MEE-uh pur-PEW-ree-uh)
ชื่อสามัญ Morning Glory vine
วงศ์ Convolvulaceae
ถิ่นเดิม เขตร้อนของอเมริกา
ความสูง 3-5 เมตร
จำนวนเมล็ดในหนึ่งกรัม 25
สี ม่วงคราม แดง บานเย็น ชมพู ขาว นํ้าเงิน
เวลาจากเพาะเมล็ดจนให้ดอก 10 – 12 อาทิตย์
มอร์นิ่งกลอรี่เป็นไม้เถา ที่ได้ชื่อนี้เพราะดอกบานตอนเช้าที่มีแดดอ่อน และหุบตอนเที่ยงและบ่ายของวันที่แดดจัด แต่จะบานได้จนถึงเย็นในวันที่มีอากาศครึ้ม
มอร์นิ่งกลอรี่มีเมล็ดขนาดใหญ่ เปลือกเมล็ดหนาและแข็ง ทำให้การงอกช้าและไม่ค่อยสม่ำเสมอคือเมล็ดส่วนหนึ่งงอกใน 4 – 5 วัน ที่เหลืออาจใช้เวลาถึง 2 อาทิตย์ ถ้าต้องการให้งอกเร็วพร้อม ๆ กัน ให้แช่เมล็ดในนํ้าอุ่นแล้วทิ้งไว้ข้ามคืนเพื่อให้เปลือกอ่อนตัว หรือฝนเมล็ดกับกระดาษทรายพอให้เปลือกบางลงเพื่อให้นํ้าซึมเข้าไปได้ง่าย แล้วเพาะเมล็ดลงในที่ปลูกเลย เนื่องจากต้นไม่ชอบการย้ายปลูก ที่ปลูกควรอยู่กลางแจ้ง ดินไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์นัก มอร์นิ่งกลอรี่เป็นไม้เถาแต่ไม่สามารถเลื้อยเกาะผนังกำแพงทึบ ต้องปลูกให้เกาะตามรั้วโปร่งๆ หรือทำแผงไม้ไผ่ให้เกาะ จะใช้เชือกหรือตาข่ายขึงให้เกาะก็ได้
พันธุ์ Heavenly Blue สีฟ้าเข้ม ใจกลางดอกสีอ่อน ดอกขนาด 4 – 5 นิ้ว สูง 3.5 เมตร
Scarlet O’Hara สีแดงสด ได้ AAS ปี 1939
Pearly Gates สีขาว ได้ AAS ปี 1942
ชุด Early Call มีสีคละ เช่น ฟ้าเข้ม แดง ม่วงไวโอเล็ต ชมพู ขาว สีชอกโกแลต และ Early Call Rose สีชมพูเข้มได้ AAS 1970
Scarlet Star เป็นพันธุ์ใหม่ ดอกสีแดง (carmine scarlet) มีแฉกสีขาวรูปดาว และขลิบริมกลีบสีขาวด้วย พันธุ์นี้ให้ดอกเร็วและสามารถบานได้นานในช่วงบ่าย เถายาว 3 ฟุต หรือกว่านั้น ดอกมีขนาด 3.25 นิ้ว ผู้สร้างพันธุ์นี้ คือ ศาสตราจารย์ Yoneda และบริษัท Sakata นำมาปรับปรุงพันธุ์
Dwarf Variegated Leaved mixture ต้นเตี้ยไม่เลื้อย ใบด่าง ให้ดอกสีต่าง ๆ เช่น แดง ชมพู น้ำเงิน และมีขอบขาวในทุกสี
Dwarf Minibar Rose ดอกสี แดงอมชมพู (rosy red) มีขอบขาว ออกดอกดก ต้นมีใบเล็กๆ และด่าง










แสดสยาม

แสดสยาม




ชื่อวิทยาศาสตร์ : Goniothalamus repevensis Pierre ex Finet & Gagnep. 
วงศ์ ANNONACEAE (วงศ์กระดังงา)
ถิ่นกำเนิด : ประเทศไทย ในป่าดิบชื้นทางภาคตะวันออกเฉียงใต้

แสดสยาม เป็นไม้วงศ์กระดังงา ลักษณะเป็นเป็นไม้ต้นทรงพุ่มกลม ขนาดเล็ก สูง 1-2 เมตร เปลือกต้นสีดำ 
มีช่องอากาศเป็นแนวสีขาว บิดเวียนตามแนวยาว เนื้อไม้เหนียวมาก แตกกิ่งน้อย ดอกเดี่ยวออกตามซอกใบ 
ดอกสีแสด เป็นที่มาของชื่อ "แสดสยาม" ขนาดดอก 2-3 ซม. กลีบดอก 6 กลีบ รูปไข่ เรียงเป็น 2 ชั้น ๆ ละ 3 กลีบ 
กลีบชั้นนอกยาว 2.5-3.0 ซม. สำรวจพบครั้งแรกบนเขาสอยดาว จ.จันทบุรี 
ใบรูปขอบขนาน ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนาและเหนียว เรียบเป็นมันทั้งสองด้าน ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ
กว้าง 3-3.5 ซม. ยาว 12-16 ซม. ปลายใบเรียวแหลมโคนใบรูปลิ่ม เส้นแขนงใบ 10-12 คู่ นูนเด่นเห็นชัดที่ท้องใบ 
ก้านใบยาว 6-8 มม. 
ปลายกลีบดอกแหลมยาว ส่วนกลีบชั้นในยาว 5-8 มม. ปลายกลีบแหลม เกสรตัวผู้มีเป็นจำนวนมาก กลีบเลี้ยง 3 กลีบ
รูปสามเหลี่ยม กว้างและยาว 3-5 มม. ก้านดอกยาว 0.8-1 ซม. ผลเป็นแบบผลกลุ่ม ก้านช่อผลยาว 1 ซม. มีผลย่อย 
5-10 ผลรูปรี ขนาด 1-2.5 ซม. ปลายแหลม ผิวเรียบเป็นมัน มีเมล็ดเดียว ก้านผลย่อยยาวประมาณ 5-8 มม. 

พบในเมืองไทยตามป่าดิบที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 600-900 เมตร ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนในต่างประเทศ
พบในภูมิภาคอินโดจีน (ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม)

ดอกแก้ว

ดอกแก้ว



 
ชื่อวิทยาศาสตร์:  Murraya paniculata (L.) Jack.
ชื่อวงศ์:  RUTACEAE
ชื่อสามัญ:  Orang Jessamine, China Box Tree, Andaman Satinwood, Chinese Box-wood
ชื่อพื้นเมือง:  แก้ว, แก้วขาว (ภาคกลาง), แก้วขี้ไก่ (ยะลา), แก้วพริก, ตะไหลแก้ว (ภาคเหนือ)
ลักษณะทั่วไป:
    ต้น  ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 10 ม. เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ สีเขียวเข้ม เปลือกต้น สีขาว
เทา แตกเป็นร่องตามยาว
    ใบ  ประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ มีใบย่อย 5-9 ใบ เรียงสลับกันจากเล็กไปหาใหญ่ สีเขียวเข้มเป็นมัน ใบย่อยที่ปลายก้านใบรูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่กลับ ปลายแหลม โคนแหลมหรือสอบ ขอบเป็นคลื่นหรือหยักมนตื้นๆ โคนใบเบี้ยวเล็กน้อย ใบมีต่อมน้ำมัน
    ดอก  ช่อดอกสั้น ออกตามง่ามใบ ดอกสีขาว กลิ่นหอม   กลีบเลี้ยง 5 กลีบ   กลีบเลี้ยง ขนาดเล็ก ปลายมน กลีบดอกรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ยาวประมาณ1.2 ซม. เรียงซ้อนเหลื่อม ฐานรองดอกรูปวงแหวน เกสรเพศผู้ 10 อัน ยาวไม่เท่ากัน ยาวประมาณกึ่งหนึ่งของกลีบดอก ก้านเกสรเพศผู้แบน รังไข่ติดเหนือวงกลีบ ก้านเกสรเพศเมียหนา ยาวประมาณ 0.7 ซม. ยอดเกสรรูปโล่ห์ ร่วงง่าย ดอกบานเต็มที่กว้าง 2-2.5 เซนติเมตร
    ฝัก/ผล  รูปรีหรือรูปไข่ กว้าง 5-8 มม. ยาวประมาณ 1 ซม. ผลแก่สีแดงอมส้ม ต่อมน้ำมันเห็นได้ชัด
    เมล็ด  รูปไข่ มีขนหนาและเหนียวหุ้มโดยรอบเมล็ด
ฤดูกาลออกดอก:  ตลอดปี โดยเฉพาะฤดูฝน
การปลูก:  ปลูกเป็นต้นเดียวหรือปลูกเป็นกลุ่ม เป็นรั้วบังสายตา ให้ร่มเงา  ลูกจากกิ่งตอนจะเป็นไม้พุ่ม ถ้าปลูกที่ร่มใบจะเขียวเข้มกิ่งยืดยาวและให้ดอกน้อย ผลมีสีสันแต่ไม่ติดผล
การดูแลรักษา:  ดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย แสงแดดจัด
การขยายพันธุ์:  เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง
ส่วนที่มีกลิ่นหอม:  ดอก
การใช้ประโยชน์:
    -    ไม้ประดับ
    -    สมุนไพร
    -    เนื้อไม้มีลายมันสวยงาม มีน้ำมันในเนื้อไม้ นิยมใช้ทำเครื่องตกแต่งในบ้าน ด้ามเครื่องมือ ด้ามปากกา เครื่องดนตรี ได้แก่ ซอด้วง ซออู้
ถิ่นกำเนิด:  จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, อินเดีย และภูมิภาคอินโดจีน
แหล่งที่พบ:  ทุกภูมิภาค
สรรพคุณทางยา:
    -    ใบ ใช้ปรุงเป็นยาขับระดู และยาระบายลมแก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ
*ดอกไม้ประจำจังหวัด สระแก้ว